สรุปการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2558 เขตสุขภาพที่ 2

songkran58

สรุปการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2558 เขตสุขภาพที่ 2

-ข้อมูล ณ วันที่ 13 เมษายน 2558
–ข้อมูล ณ วันที่ 14 เมษายน 2558
-ข้อมูล ณ วันที่ 15 เมษายน 2558

เตือนสงกรานต์ปลอดภัย ไร้เจ็บและตาย สติ วินัย น้ำใจ ไร้แอลกอฮอล์ ด่านชุมชนโดยชุมชน เพื่อชุมชนเอง

songkran58_1

สคร.9 เตือนสงกรานต์ปลอดภัย ไร้เจ็บและตาย สติ วินัย น้ำใจ ไร้แอลกอฮอล์ ด่านชุมชนโดยชุมชน เพื่อชุมชนเอง

สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบโรค เผยว่าวันสงกรานต์มีความสำคัญ คือ เป็นวันหยุดพักผ่อนประจำปี ทำบุญสร้างกุศลและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เป็นวันครอบครัวรวมญาติและวันผู้สูงอายุ อนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมไทยแสดงความกตัญญูกตเวทีระลึกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

ช่วงสงกรานต์ แต่ละปีจะเป็นระยะ 7 วันอันตราย ( วันที่ 11-17 เมษายน ) สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค ได้สรุปรายงานในช่วงย้อนหลัง 3 ปี (2555 – 2557) ที่ผ่านมาพบว่า มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนทั่วประเทศจำนวนมาก คือ ถนนทางหลวงมีผู้เสียชีวิตมากที่สุด รองลงไปคือถนนชนบท อบต. หมู่บ้าน , ประเภทพาหนะที่ทำเสียชีวิตมากที่สุด คือ รถมอเตอร์ไซต์ชนกับรถปิคอัพ และล้มไปเอง

ส่วนรถปิคอัพที่เสียชีวิตนั้นจะเกิดอุบัติเหตุเองเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่มีคู่กรณี , ปัญหาสาเหตุสำคัญ คือ การเมาสุราของรถมอเตอร์ไซต์ ในหมู่บ้าน และขับรถเร็ว บนถนนทางหลวง , ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด คือ บ่ายถึงค่ำ ( 14.00 – 21.00 น.) , กลุ่มที่พบการบาดเจ็บจากการเมาสุราสูง คือ อายุ 15-25 ปี เพศชาย โดยเฉพาะกลุ่มอายุที่ต่ำกว่า 20 ปี จะเสี่ยงมากเป็นพิเศษ

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุมีประชากรทั่วโลกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประมาณ 2,000 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรโลก เฉลี่ยดื่มคนละ 6.13 ลิตร ส่วนคนไทยผู้ที่อายุ 15 ปีขึ้นไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 16.2 ล้านคน เฉลี่ยดื่มคนละ 58 ลิตรต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 9 เท่าตัว ดังนั้น ข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัยลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ คือ

รู้ก่อน งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ เหล้าปั่น สุราพื้นเมือง ก่อนขับขี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ตรวจสภาพรถให้อยู่ในสภาพพร้อมที่ขับขี่อยู่เสมอ แต่งการด้วยเสื้อผ้า ถุงเท้า รองเท้า ให้รัดกุม เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้ผิวหนังถลอกหรือเป็นแผลได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง

รวมทั้งใส่เสื้อผ้าที่มีสีสว่างสดใส เพราะจะช่วยให้คนขับรถข้างเคียงเห็นได้ชัด สวมหมวกกันน็อคทุกครั้งที่ขับรถจักรยานยนต์ และต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเสมอเมื่อขับรถยนต์

รู้ทัน ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปั้มหรือร้านค้าในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนร้านค้าที่มีได้รับใบอนุญาตสามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้เฉพาะเวลา 11.00 – 14.00 น.และ 17.00 – 24.00 น.เท่านั้น แต่ห้ามขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และผู้ที่มึนเมาจนครองสติไม่ได้ ในส่วนประชาชนทั่วไปห้ามดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในสวนสาธารณะของทางราชการ สถานที่ราชการ วัด สถานศึกษา

หากต้องขับขี่ยานพาหนะให้ชะลอความเร็วให้ช้าลง ในถนนทางตรง ถนนใน อบต. หมู่บ้าน หรือแหล่งชุมชน ถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อเวลาฝนตกหรือมีหมอกลงจัด หรือมีคนหรือสัตว์อยู่ในถนนหรือวิ่งตัดหน้า ระมัดระวังเป็นพิเศษช่วงเวลาบ่ายถึงค่ำ ทางแยกหรือออกจากซอย หลีกเลี่ยงการขับขี่ในระยะกระชั้นชิดกับยานพานะอื่น ๆ ดูกระจกส่องหลังและให้สัญญาณไฟทุกครั้งเมื่อต้องการเปลี่ยนช่องทางเดินรถ

ป้องกันได้ ถนนทางหลวงเจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจเมาแล้วขับ ช่วงเวลา 14.00 – 21.00 น.และมีชุดสุ่มตรวจฯ เคลื่อนที่ , ถนนชนบท อบต. หมู่บ้าน ให้ตั้งด่านชุมชน โดยความร่วมมือของชุมชนกับตำรวจ และมีการสร้างข้อตกลง ข้อบังคับ กฎเกณฑ์ของคนในชุมชนด้วยกันเอง

” สติ วินัย น้ำใจ ปลอดภัยสงกรานต์ สืบสานประเพณี เที่ยวสนุกสุขใจไร้แอลกอฮอล์ “

ข่าวนี้สนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 3 กรมควบคุมโรค : การสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงและได้ผล เพื่อป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ

มณีวรรณ ปักษา / รายงาน / เผยแพร่
เชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ/ ตรวจทาน
โดย…กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ
สำนักงานป้องควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก
กรมควบคุมโรค รู้ก่อน รู้ทัน ป้องกันได้
โทร 0-5521-4615 -7 ต่อ 333 หรือ 334
โทรสาร 0-5532-1238 Email : [email protected]
ดูข่าวสุขภาพใหม่ ๆ ได้ที่ http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd

เตือนภัยโรคที่เกิดในฤดูร้อน โรจอุจจาระร่วงพุ่ง แนะใส่ใจอาหาร กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือสะอาด

dodeedee

สคร.9 เตือนภัยโรคที่เกิดในฤดูร้อน โรจอุจจาระร่วงพุ่ง แนะใส่ใจอาหาร กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือสะอาด

สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค เผยว่า เนื่องจากขณะนี้เป็นระยะเวลาที่เข้าสู่ฤดูร้อน ซึ่งจากสภาพอากาศที่ร้อนและแล้งนี้ เหมาะแก่การเจริญเติบโตและแพร่ระบาดของเชื้อโรคหลายชนิด ในช่วงฤดูร้อน อาจจะเกิดการระบาดของโรคติดต่อต่างๆ ได้ โดยเฉพาะโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ เช่น โรคอุจจาระร่วง โรคอาหารเป็นพิษ บิด อหิวาตกโรค ไข้ไทฟอยด์หรือไข้รากสาดน้อย และโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ได้แก่ โรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ

หากประชาชนดูแลรักษาสุขภาพอนามัยไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ เหล่านี้ได้ จากรายงานโรคที่ต้องเฝ้าระวัง ของกลุ่มระบาดวิทยา และข่าวกรองในเขต 5 จังหวัด ภาคเหนือตอนล่าง พบว่าโรคที่มีอัตราป่วยสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ โรคอุจจาระร่วง ปอดบวม และ อาหารเป็นพิษ ตามลำดับ

กรมควบคุมโรค จึงมีความห่วงใยในสุขภาพและอนามัยของประชาชนในช่วงฤดูร้อนนี้เป็นอย่างยิ่ง จึงขอแจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ระมัดระวังและป้องกันโรคอุจจาระร่วงและอาหารเป็นพิษ ดังนี้

1) ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนปรุงอาหาร รับประทานอาหาร หรือก่อนเตรียมนมให้เด็ก และภายหลังจากการเข้าห้องน้ำหรือห้องส้วมทุกครั้ง
2) ดื่มน้ำที่สะอาด หรือน้ำต้มสุก และรับประทานอาหารที่สะอาด และสุกใหม่ๆ ไม่ควรรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงจากเนื้อสัตว์ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม หากต้องการจะเก็บรักษาอาหารที่ปรุงสุกแล้วไว้รับประทานในวันต่อไป ควรใส่ไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิด เก็บไว้ในตู้เย็น และนำมาอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทานทุกครั้ง
3) การกำจัดขยะมูลฝอย เศษอาหาร และสิ่งปฏิกูลรอบๆ บริเวณบ้านทุกวัน เพื่อมิให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน และป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค
4) ถ่ายอุจจาระในส้วมที่ถูกสุขลักษณะทุกครั้งเพื่อไม่ให้แพร่โรคจากผู้ป่วยได้
5) สำหรับผู้ประกอบอาหาร และพนักงานเสิร์ฟอาหาร ควรหมั่นล้างมือก่อนจับต้องอาหารทุกครั้ง ดูแลรักษาความสะอาดภายในครัว และอุปกรณ์เครื่องใช้ในการประกอบอาหาร ตลอดจนกำจัดขยะมูลฝอย เศษอาหารทุกวัน และหากมีอาการอุจจาระร่วงควรหยุดปฏิบัติงานจนกว่าจะหายหรือตรวจไม่พบเชื้อในอุจจาระ
6) ผู้ประกอบกิจการฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงงานฆ่าสัตว์ จำหน่ายเนื้อสัตว์ รวมไปถึงร้านอาหาร ทุกประเภท ควรดูแลสุขภาพอนามัยของสัตว์เลี้ยงไม่ให้เป็นโรคติดต่อ และหมั่นทำความสะอาดสถานที่ประกอบการ ให้มีการบำบัดหรือกำจัดน้ำเสีย และกำจัดขยะมูลฝอยบริเวณโดยรอบ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน
7) สำหรับผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง ควรจัดให้มีน้ำดื่มที่สะอาด มีส้วมที่ถูกสุขลักษณะ กำจัดขยะและน้ำเสียที่เหมาะสมในบริเวณชุมชนก่อสร้าง
ย้ำเตือนว่า ขอให้ประชาชนทุกคนระมัดระวังตนเอง ลูกหลาน และครอบครัว ช่วงหน้าร้อนนี้ ในผู้ที่มีอาการถ่ายเหลวเป็นเนื้อปนน้ำ ไม่จำเป็นรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อทันที แต่หากมีอาการถ่ายเหลวตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป หรือมีถ่ายเป็นน้ำ 1 ครั้งขึ้นไปใน 1 วัน ให้ดื่มสารละลายเกลือแร่ โอ อาร์ เอส จะช่วยป้องกันและรักษาภาวะขาดน้ำ และหากถ่ายอุจจาระจำนวนครั้งมากต่อวัน หรือเป็นมูกเลือด ต้องรีบไปตรวจรักษาที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านทันที หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

“ ใส่ใจอาหาร กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือสะอาด ปราศจากจากโรค อุจาระร่วง ”

** เชิญฟังเพลงโรคในฤดูร้อนคลิ๊กไปที่ https://soundcloud.com/prdpc9/gejvsbguq7

ข่าวนี้สนับสนุนยุทธศาสตร์ที่ 3 กรมควบคุมโรค : การสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงและได้ผล เพื่อป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ

มณีวรรณ ปักษา รายงาน/ เผยแพร่
เชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ/ ตรวจทาน
โดย…กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ
สำนักงานป้องควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก
กรมควบคุมโรค รู้ก่อน รู้ทัน ป้องกันได้
โทร 0-5521-4615-7 ต่อ 334 โทรสาร 0-5532-1238
Email : [email protected]
ดูข่าวสุขภาพใหม่ ๆ ได้ที่ http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd

เผยเด็กไทยจมน้ำตายมากช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนมาก อย่าปล่อยเด็กเล่นน้ำกันเองตามลำพัง

loss_KID

สคร.9 เผยเด็กไทยจมน้ำตายมากช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนมาก อย่าปล่อยเด็กเล่นน้ำกันเองตามลำพัง

สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค เผยว่า ประเทศไทย มีการตก จมน้ำเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี เมื่อเทียบกับการเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ ในทุกสาเหตุ ในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน เดือนมีนาคม-พฤษภาคม มีเด็กจมน้ำเสียชีวิตมากที่สุด โดยเฉพาะเดือนมีนาคม พ.ศ.2557 มีเด็กตายมากสุดในรอบปีถึง 115 ราย รองลงมาเดือนเมษายน 90 ราย ซึ่งการเสียชีวิตจากการตก จมน้ำในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2548–2557) มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จมน้ำเสียชีวิตแล้ว 11,771 คน เฉพาะปี พ.ศ. 2557 เสียชีวิตรวม 807 คน เฉลี่ยเดือนละ 98 คน คิดเป็น 7.1 คนต่อประชากรเด็กแสนคน

เพศชายมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าเพศหญิงประมาณ 2 เท่า แหล่งน้ำที่มีเด็กเสียชีวิตจากการตกน้ำ จมน้ำสูงที่สุด คือ แหล่งน้ำธรรมชาติ (ร้อยละ 49.4) รองลงมาคือสระว่ายน้ำ (ร้อยละ 6.9) และอ่างอาบน้ำ (ร้อยละ 4.6) พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุด รองลงมาคือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคเหนือ พบว่าวันหยุดสุดสัปดาห์ (วันเสาร์และวันอาทิตย์) และช่วงเวลา 12.00–17.59 น. เป็นช่วงที่มีการเกิดเหตุสูงสุด

ข้อมูลของสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค ปี พ.ศ. 2556 พบว่า เด็กไทยอายุ 5-14 ปี ว่ายน้ำเป็น ร้อยละ 23.7 แต่ว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดได้เพียง ร้อยละ 4.4 โดยเด็กที่เรียนหลักสูตรว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด จะมีความรู้เรื่องความปลอดภัยทางน้ำ 7.4 เท่า ทักษะการเอาชีวิตรอดในน้ำ 20.7 เท่า มากกว่าคนที่ไม่ได้เรียน ซึ่งกรมควบคุมโรค ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคท้องถิ่นและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมสร้างเด็กไทยให้มีภูมิคุ้มกันป้องกันการจมน้ำ โดยเริ่มจากการอบรมครูผู้สอน ครู ก. ตามหลักสูตรว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด ตั้งแต่ปี 2552 และขยายผลจนถึงปัจจุบัน โดยหน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการเอง เพื่อผลักดันให้มีการเรียนการสอนตามหลักสูตรดังกล่าว ให้กับเด็กทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา ซึ่งเป็นการช่วยลดการเสียชีวิตจากการจมน้ำของเด็กอีกทางหนึ่ง

กระทรวงสาธารณสุข กำหนดเป้าหมายภายในปี พ.ศ. 2558 ต้องลดอัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำ ของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ให้เหลือ 6.5 คนต่อประชากรเด็กแสนคน หรือลดการตายให้เหลือไม่เกิน 770 คน การดำเนินงานของกรมควบคุมโรค ปี พ.ศ. 2558 ได้สร้าง “ทีมผู้ก่อการดี” คือ ทีมที่มีการดำเนินงานป้องกันการจมน้ำในมาตรการต่างๆ ครบตามองค์ประกอบที่กำหนดในแต่ละระดับ ทุกหน่วยงาน องค์กร ทั้งภาครัฐ และเอกชน ตลอดจนบุคคลทั่วไป เพื่อป้องกันการจมน้ำในระดับพื้นที่

โดยในปี พ.ศ. 2558 ตั้งเป้าว่าต้องมีทีมผู้ก่อการดีทั้งหมดอย่างน้อย 320 ทีม ซึ่งจะส่งผลให้เกิดมาตรการป้องกันการจมน้ำที่สำคัญ เช่น มีการจัดการสิ่งแวดล้อมบริเวณแหล่งน้ำเสี่ย และ เด็กอายุ 6–14 ปี ได้เรียนหลักสูตรว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด เป็นต้น
ยังมีประชาชนถึงร้อยละ 92.6 ที่เข้าใจผิดว่า เมื่อช่วยเด็กขึ้นมาจากน้ำได้แล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือการอุ้มพาดบ่าและกระแทกเอาน้ำออก

จึงขอแนะนำว่า ห้ามจับคนจมน้ำอุ้มพาดบ่า แล้วกระโดดหรือวิ่งไปมาเพื่อให้น้ำออก เนื่องจากน้ำที่ออกมาจะเป็นน้ำจากกระเพาะไม่ใช่จากปอด ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด เพราะจะทำให้คนจมน้ำขาดอากาศหายใจนานยิ่งขึ้น และเสียชีวิตได้ สำหรับวิธีการช่วยเหลือที่ถูกต้อง คือ 1)ให้ตะโกนขอความช่วยเหลือ 2) วางคนที่จมน้ำนอนราบ ตะแคงหน้าเอาน้ำออกจากปาก 3) ช่วยให้หายใจได้เร็วที่สุด โดยวิธีการผายปอด และเป่าลมเข้าทางปากติดต่อกันหลายๆครั้ง 4) ถ้าหัวใจหยุดเต้นให้นวดหัวใจ โดยการกดที่บริเวณกลางหน้าอกให้ยุบประมาณ 1 ใน 3 ของความหนาของหน้าอก ความเร็ว 100 ครั้งต่อนาที และ 5) รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่อยู่ใกล้บ้านหรือโทรแจ้ง 1669 โดยเร็วที่สุด และวิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็ก อย่าปล่อยเด็กไปเล่นน้ำกันเองตามลำพัง เด็กเล็กต้องอยู่ในระยะที่มือเอื้อมถึงและคว้าถึง

มาตรการที่ต้องยึดไว้ใช้ยามฉุกเฉิน คือ “ตะโกน โยน ยื่น” ได้แก่ ตะโกน คือ การเรียกให้ผู้ใหญ่มาช่วยและโทรแจ้งทีมแพทย์กู้ชีพ 1669 โยนอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัว เพื่อช่วยคนตกน้ำเกาะจับพยุงตัว เช่น เชือก ถังแกลลอนพลาสติกเปล่า ขวดน้ำพลาสติกเปล่า หรือวัสดุที่ลอยน้ำได้โดยโยนครั้งละหลายๆ ชิ้น ยื่นอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวให้คนตกน้ำจับ เช่น ไม้ เสื้อ ผ้าขาวม้า ให้คนตกน้ำจับและดึงขึ้นมาจากน้ำ ซึ่งเน้นให้เด็กรู้วิธีการช่วยเหลือคนตกน้ำที่ถูกต้อง โดยต้องไม่กระโดดลงไปช่วย นอกจากนี้ หน่วยงานในท้องถิ่นหรือผู้นำชุมชน ควรจัดการสิ่งแวดล้อมในบริเวณที่เป็นแหล่งน้ำที่มีความเสี่ยง เช่น จัดหาอุปกรณ์ลอยน้ำ แกลลอนพลาสติก ไม้ เชือก สร้างรั้ว ทำป้ายเตือน และสถานบริการสาธารณสุขมีการให้ความรู้ในเรื่องนี้ หากสงสัยสามารถ โทรสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

“ สร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทย สร้างความปลอดภัยทางน้ำ “

** เชิญฟังเพลงโรคในฤดูร้อนคลิ๊กไปที่ https://soundcloud.com/prdpc9/gejvsbguq7at

จิดาภา รอดอยู่ รายงาน/ เผยแพร่
เชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ/ ตรวจทาน
โดย…กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ
สำนักงานป้องควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก
กรมควบคุมโรค รู้ก่อน รู้ทัน ป้องกันได้
โทร 0-5521-4615-7 ต่อ 334 โทรสาร 0-5532-1238
Email : [email protected]
ดูข่าวสุขภาพใหม่ ๆ ได้ที่ http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd